กรกฎาคม 30, 2561

ประกันอัคคีภัย

วันจันทร์, กรกฎาคม 30, 2561 0 Comments

การประกันอัคคีภัย คือ การประกันภัยทรัพย์สินที่ให้ความคุ้มครองแบบ “ระบุภัย (Named Peril)” กล่าวคือ ให้ความคุ้มครองความสูญเสียหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอันเนื่องมาจากภัยที่ระบุไว้เท่านั้น 

การประกันอัคคีภัยและทรัพย์สิน เหมาะกับใคร?
- บ้านอยู่อาศัย

- อาคาร ร้านค้า สำนักงาน โรงแรม โรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน โกดัง ฯลฯ
- ทรัพย์สินภายในอาคาร เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักร สต็อกสินค้า

การประกันอัคคีภัยมีกี่ประเภท? อะไรบ้าง?
  การประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย
 การประกันอัคคีภัย (เหมาะกับสถานประกอบธุรกิจ)

ความคุ้มครองเบื้องต้น ครอบคลุมอะไรบ้าง?



1. การประกันอัคคีภัยสำหรับทีอยู่อาศัย 

     ให้ความคุ้มครองสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมฐานราก) ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด ตึกแถวสำหรับอยู่อาศัย ห้องชุดสำหรับอยู่อาศัยในแฟลต อาคารชุด คอนโดมิเนียม และทรัพย์สินภายในสิ่งปลูกสร้างนั้น เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง สิ่งติดตั้งตรึงตรา เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องดนตรี เครื่องเสียง เครื่องครัว เครื่องนุ่งห่ม และทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อการอยู่อาศัยของผู้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดจาก

1. ไฟไหม้
2. ฟ้าผ่า (รวมถึงความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการลัดวงจรจากฟ้าผ่า)
3. ระเบิด
4. ภัยจากการเฉี่ยว และหรือการชนของยานพาหนะหรือสัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
5. ภัยจากอากาศยาน และหรือวัตถุที่ตกจากอากาศยาน รวมถึง จรวดซึ่งขับเคลื่อนด้วยตัวเองและยานอวกาศ ยกเว้นจรวดที่เป็นอาวุธ
6. ภัยเนื่องจากน้ำอันเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุจากการปล่อย การรั่วไหล หรือการล้นออกมาของน้ำหรือไอน้ำจากท่อน้ำ ถังน้ำ ระบบทำความร้อน ระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศ  เครื่องสูบน้ำและรวมถึงน้ำฝนที่ไหลผ่านเข้าไปภายในอาคารจากการเสียหายของหลังคา หน้าต่าง ประตู วงกบประตูหน้าต่าง ช่องลม ช่องรับแสงสว่าง ท่อน้ำหรือรางน้ำ
7. ภัยจากลมพายุ
8. ภัยจากน้ำท่วม หมายถึง น้ำซึ่งไหลล้นหรือไหลออกจากทางน้ำปกติซึ่งจะเป็นทางน้ำธรรมชาติ หรือจะเป็นทางน้ำที่สร้างขึ้นก็ดี (ไม่รวมถึงรางน้ำบนหลังคา) หรือเกิดจากท่อน้ำสาธารณะแตก ทำให้เกิดการท่วมของน้ำจากภายนอกของอาคารที่เอาประกันภัยไว้ หรืออาคารที่เก็บทรัพย์สินที่เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ รวมถึงน้ำท่วมอันเกิดจากลมพายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม
9. ภัยจากแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด หรือคลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ ที่มีสาเหตุจากธรรมชาติ และให้หมายความรวมถึงน้ำท่วม อันมีสาเหตุจากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดที่มีสาเหตุจากธรรมชาติ ทั้งนี้ ไม่คุ้มครองความเสียหายโดยตรงหรือโดยทางอ้อมที่เกิดจากภัยแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดอันเกิดจากวัตถุใด ๆ จากอวกาศ
10. ภัยจากลูกเห็บ ให้หมายความรวมถึง น้ำฝน น้ำค้างแข็ง หิมะ ทราย หรือ ฝุ่นละอองดังกล่าวไหลผ่านเข้าไปในอาคาร ตามร่องแตกร้าวของอาคาร สิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากลูกเห็บโดยตรงเท่านั้น หรือน้ำจากเครื่องพรมน้ำหรือท่อน้ำอื่น ๆ ที่เกิดเสียหายขึ้นเนื่องจากลูกเห็บโดยตรงทั้งนี้ ความคุ้มครองภัยธรรมชาติตั้งแต่ข้อ 7-10 บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทุกภัยรวมกันแล้วไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
ขยายความคุ้มครองค่าเช่าที่อยู่อาศัยชั่วคราว ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้เป็นสิ่งปลูกสร้าง และได้รับความเสียหายอันเนื่องจากภัยตามข้อ 1-6 

2. การประกันอัคคีภัย (เหมาะกับสถานประกอบการธุรกิจ)
     ให้ความคุ้มครองอาคารและสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมฐานราก) ที่ใช้เป็นที่ประกอบกิจการต่าง ๆ เช่น ร้านค้า โรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า โกดัง หรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ตลอดจนทรัพย์สินใด ๆ ที่เอาประกันภัยไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งติดตั้งตรึงตรา อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า สต๊อกสินค้า เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า เป็นต้น สำหรับความเสียหายเนื่องจาก
1. ไฟไหม้ แต่ไม่รวมถึงการระเบิดอันเป็นผลมาจากไฟไหม้ (เว้นแต่แรงระเบิดของแก๊สใช้สำหรับทำแสงสว่างหรือประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัย) ความเสียหายโดยตรงหรือโดยอ้อมจากแผ่นดินไหว ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่เกิดจากการบูดเน่า การระอุตามธรรมชาติ หรือการลุกไหม้ขึ้นเอง และในระหว่างกรรมวิธีใด ๆ ซึ่งใช้ความร้อนหรือการทำให้แห้ง
2. ฟ้าผ่า
3. การระเบิดของแก๊สที่ใช้สำหรับทำแสงสว่างหรือประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยเท่านั้น ยกเว้นการระเบิดของแก๊สเนื่องจากภัยแผ่นดินไหว
นอกจากนี้ ผู้เอาประกันภัยยังสามารถขอซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับความเสียหายจากภัยอื่น ๆ ได้ เช่น ภัยแผ่นดินไหว ภัยน้ำท่วม ภัยจากลูกเห็บ ภัยนัดหยุดงาน การจลาจลและการกระทำอันมีเจตนาร้าย ภัยต่อเครื่องไฟฟ้า เป็นต้น


จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสม

เงื่อนไขการรับประกันของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย มีเงื่อนไขอันหนึ่งว่าด้วยการประกันภัยทรัพย์สินต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ให้ถือว่าผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับประกันภัยเองในส่วนที่แตกต่าง ต้องรับภาระส่วนเฉลี่ยการเสียหายตามส่วนทุก ๆ รายการ ผู้เอาประกันภัยจึงควรให้ความสำคัญในมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย แต่มิใช่เอาประกันเกินมูลค่าความเป็นจริง เพราะการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะชดใช้ตามความเสียหายที่เป็นจริง ณ.วันที่เกิดเหตุเท่านั้น
จำนวนเงินที่แนะนำให้เอาประกันภัย ไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง เพราะบริษัทจะคำนวณชดใช้ค่าสินไหมให้กับผู้เอาประกันภัยตามความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับภาระส่วนเฉลี่ยตามเงื่อนไข

อัตราเบี้ยประกันภัย ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง?
1. ลักษณะการใช้สถานที่
2. 
ลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง (กำหนดตามวัสดุที่ใช้สำหรับโครงสร้าง ผนัง และพื้น ของอาคาร) และสถานที่ตั้ง
3. 
ลักษณะภัยของสถานที่เอาประกันภัย (ภัยโดดเดี่ยว/ภัยไม่โดดเดี่ยว)
4. การติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง (ใช้กำหนดเป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัย)




กรกฎาคม 19, 2561

รู้จักกองทุนทดแทนเพื่อผู้ประสบภัยจากรถ

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 19, 2561 0 Comments



กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสำหรับจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย กรณีดังต่อไปนี้


  1. รถคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยมิได้จัดทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และเจ้าของรถไม่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น(กรณีบาดเจ็บเท่าที่รักษาจริงจะไม่เกิน 30,000 บาท หากเสียชีวิต 35,000 บาท )
  2. รถคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายมิได้อยู่ในความครอบครองของเจ้าของรถในขณะเกิดเหตุ เพราะถูกยักยอก ฉ้อโกง กรรโชก ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ และได้มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว
  3. รถนั้นไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของรถและมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามที่กฎหมายกำหนดไว้
  4. รถนั้นมีผู้ขับหลบหนีไปหรือไม่อาจทราบได้ว่าความเสียหายเกิดจากรถคันใด
  5. บริษัทไม่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยหรือจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไม่ครบจำนวน รถคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นรถที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย

กรกฎาคม 18, 2561

การประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน

วันพุธ, กรกฎาคม 18, 2561 0 Comments

จุดประสงค์ของการประกันภัย สำหรับเจ้าบ้าน

การประกันภัยเจ้าบ้านเป็นการประกันภัยที่มีจุดประสงค์ เพื่อให้ความคุ้มครองต่อผู้เป็นเจ้าของอาคาร ประเภทบ้านอยู่อาศัย สำนักงานในบ้าน หรือห้องชุดอยู่อาศัยในแฟลต แมนชั่น หรือคอนโดมิเนียม ให้ได้รับ ความคุ้มครองหลายอย่างไว้กรมธรรม์เดียวกัน ซึ่งประกอบด้วย ความคุ้มครองต่อความเสียหายจากอัคคีภัย ความเสียหายจากโจรกรรมหรือการลักทรัพย์ ความเสียหายต่อความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหาย ต่อทรัพย์สินในอาคาร การสูญเสียค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว การจ่ายเงินชดเชย สำหรับการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ เป็นต้น

การประกันภัยประเภทนี้ให้ประโยชน์ต่อผู้เอาประกันภัยอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองที่หลากหลายแล้ว ยังสะดวกในการต่ออายุการประกันภัยด้วย เนื่องจากเป็นการผนวกเอากรมธรรม์หลายรูปแบบ ไว้ในกรมธรรม์เดียว และที่สำคัญเป็นการช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยได้อีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับการทำประกันภัย หลายประเภทหลายกรมธรรม์

ความคุ้มครองของการประกันภัย สำหรับเจ้าบ้าน
กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้านมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละบริษัทอาจเลือกขายความคุ้มครองแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปความคุ้มครองจะมี 5 หมวด ดังนี้

หมวด 1 : ความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร
หมวด 2 : ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินในอาคาร
หมวด 3 : ค่าใช้จ่ายสำหรับการเปลี่ยนที่พักอาศัยชั่วคราว และการสูญเสียค่าเช่า
หมวด 4 : ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
หมวด 5 : เงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย


โดยแต่ละหมวด มีความคุ้มครอง ดังนี้

ความคุ้มครองต่ออาคารและทรัพย์สินในอาคาร


    บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร หรือต่อทรัพย์สินในอาคารที่เอาประกันภัย อันเนื่องมาจากอัคคีภัย ฟ้าผ่า การระเบิด อากาศยานหรือสิ่งที่หล่นจากอากาศยาน น้ำท่วม การไหลล้นหรือการระเบิดของแท้งค์น้ำ อุปกรณ์ส่วนควบของแท้งค์น้ำหรือท่อน้ำ การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงเพื่อเข้าไปหรือออกจากอาคาร การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ หรือความพยายาม กระทำการดังกล่าว อาคารถูกชนโดยพาหนะทางบก ม้าหรือปศุสัตว์ ที่ไม่ได้เป็นของหรืออยู่ในความควบคุมของผู้เอาประกันภัย หรือของสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันกับผู้เอาประกันภัย แผ่นดินไหว พายุเฮอริเคน พายุไซโคลน พายุใต้ฝุ่น หรือลมพายุ

ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราวและการสูญเสียค่าเช่า

     กล่าวคือ ในกรณีที่อาคารที่พักอาศัยที่ทำประกันนั้นได้รับความเสียหายจากภัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ จะต้องทำการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่ และในระหว่างรอการซ่อมแซม หรือสร้างใหม่นั้น ผู้เอาประกันภัยก็จะต้องหาที่พักอาศัยชั่วคราว เช่น บ้านเช่า/โรงแรม/อพาร์ทเมนท์ เป็นต้น บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อเป็นค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราวดังกล่าว


   ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของอาคารและมีรายได้จากการให้เช่าอาคารนั้น เช่น เจ้าของบ้านเช่า/ เจ้าของหอพัก/เจ้าของอพาร์ทเมนท์ เป็นต้น หากเกิดความเสียหายต่ออาคารจากภัยที่คุ้มครองตามกรมธรรม์ จนทำให้เจ้าของอาคารต้องขาดรายได้ซึ่งเคยได้รับ บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุในตาราง

คุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

    บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ในฐานะเจ้าของอาคารที่เอาประกันภัย หรือในฐานะผู้เช่า ซึ่งพักอาศัยในอาคารที่เอาประกันภัย โดยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แบ่งเป็น 2 กรณี คือ ความรับผิดต่อร่างกายของบุคคลภายนอก เช่น การเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ความบาดเจ็บต่อร่างกาย (ตัวอย่าง เช่น บุคคลภายนอกมาบ้านของผู้เอาประกันภัยแล้วลื่นล้มในห้องน้ำหัวฟาดพื้น) และความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอันเนื่องมาจาก อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในอาคารหรือเกี่ยวกับอาคาร (ตัวอย่าง เช่น รถของบุคคลภายนอกจอดไว้ในบ้านของผู้เอาประกันภัยแล้วของจากที่สูงตกใส่หลังคารถ แล้วทำให้รถได้รับความเสียหาย)

ความคุ้มครองสำหรับเงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย

     หากผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุขณะที่อยู่ในอาคารที่ทำประกันภัย และเป็นเหตุให้เสียชีวิตทันที หรือได้รับบาดเจ็บอันมีสาเหตุมาจากภัยภายใต้ความคุ้มครองต่ออาคาร และทรัพย์สินในอาคารดังได้กล่าวมาแล้วนั้น และมีผลทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องเสียชีวิตภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดอุบัติเหตุ บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ (ตัวอย่าง เช่น อาคารที่เอาประกันภัยเกิดเพลิงไหม้แล้วผู้เอาประกันภัยถูกไฟคลอกตาย/ เกิดระเบิดในอาคารที่เอาประกันภัย ทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บต้องรับการรักษาพยาบาล และต่อมาเสียชีวิตภายใน 180 วัน นับแต่วันที่เกิดระเบิดนั้น)

ความคุ้มครองที่สามารถซื้อเพิ่มเติมได้

ผู้เอาประกันภัยสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีก ดังนี้

 1. ความเสียหายต่อกระจก หมายถึง การแตกของกระจกที่เป็นเสมือนผนังอาคาร และกระจกประตูหน้าต่างที่เอาประกันภัยไว้ โดยบริษัทจะชดใช้โดยเลือกกระจกอื่นมาทดแทน หรือซ่อมแซมกระจกแตกไป และ


2. ความคุ้มครองเงินชดเชยการเสียชีวิตของคู่สมรส และสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยต้องการได้รับเงินชดเชย กรณีคู่สมรสหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย ตามที่ระบุชื่อไว้ ได้รับบาดเจ็บอันมีสาเหตุมาจากภัยที่ระบุภายใต้ความคุ้มครองต่ออาคาร และทรัพย์สินในอาคาร และทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องเสียชีวิตภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดอุบัติเหตุ บริษัทก็จะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันภัย




ข้อปฏิบัติในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

     การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เมื่อเกิดความสูญเสียหรือความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับเจ้าบ้าน ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติดังนี้



  1. แจ้งเป็นหนังสือให้บริษัททราบโดยพลัน
  2. กรณีโจรกรรม หรือพยายามกระทำการดังกล่าว ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
  3. การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายใต้ข้อตกลงคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้ง และส่งมอบหลักฐานตามที่บริษัทร้องขอ พร้อมทั้งรายละเอียดของทรัพย์สินที่สูญเสีย หรือเสียหายภายใน 30 วัน นับแต่วันเกิดความสูญเสียหรือเสียหาย
  4. การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายใต้ข้อตกลงคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยต้องส่งหมายศาล หมายเรียกใด ๆ หรือกระบวนการทางกฎหมายอื่น ๆ ให้แก่บริษัท และต้องให้ข้อมูลและความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่บริษัท
  5. ผู้เอาประกันภัยต้องไม่ตกลงหรือยอมรับ หรือประนีประนอม หรือปฏิเสธการเรียกร้องใด ๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบริษัท เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายต้องรับผิด หรือบริษัทไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาอันสมควร


หลักเกณฑ์ที่บริษัทใช้ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน


     หลักเกณฑ์ที่บริษัทประกันภัยใช้ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในแต่ละหมวดความคุ้มครอง มีดังต่อไปนี้

หมวด 1 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคาร 
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อความสูญเสีย หรือเสียหายต่ออาคารตามความเสียหายที่แท้จริง โดยชดใช้เป็น เงินสด หรือทำการซ่อมแซม หรือ ทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ทั้งนี้ จะไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

หมวด 2 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินในอาคาร
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินในอาคารที่เอาประกันภัย ตามจำนวนมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินในขณะเกิดความสูญเสียหรือเสียหาย แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ วามสูญเสียหรือเสียหาย แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

หมวด 3 ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราวและการสูญเสียค่าเช่า 
สำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว ตามจำนวนเงินค่าเช่าที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

สำหรับการสูญเสียค่าเช่า บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าเช่าที่ผู้เอาประกันภัย เคยได้รับจากการให้เช่าอาคารที่เอาประกันภัยนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

หมวด 4 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก 
บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก ดังนี้
การเสียชีวิต จะชดใช้ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
การบาดเจ็บ จะชดใช้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่ได้จ่ายไปจริง รวมทั้งค่าชดเชยตามสมควร แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

สำหรับความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินขณะที่เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย

หมวด 5 เงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย 
หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองในหมวดนี้ ดังได้กล่าวมาแล้ว บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ แต่ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

กรณีที่บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

     ในการประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ในกรณี ดังต่อไปนี้

  1. กรณีที่อาคารถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 15 วันติดต่อกัน แล้วเกิดความสูญเสียหรือความเสียหายต่ออาคารและทรัพย์สินในอาคารที่ทำประกันภัยนั้น
  2. กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกนอกอาคารเป็นการชั่วคราว เพื่อขายหรือนำออกแสดงนิทรรศการและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินนั้น ในขณะที่อยู่นอกอาคารที่เอาประกันภัย
  3. กรณีเป็นความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินบางประเภท เช่น เงินสด เพชร พลอย โฉนดพันธบัตร ตั๋วเงิน ต้นฉบับเอกสาร เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในข้อยกเว้น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์
  4. กรณีที่เป็นความบาดเจ็บทางร่างกายของสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย หรือบุคคลที่อยู่ประจำในบ้านของผู้เอาประกันภัย หรือผู้ปฏิบัติงานให้ผู้เอาประกันภัย
  5. กรณีที่เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งเป็นของ หรืออยู่ในความควบคุมดูแลของผู้เอาประกันภัย หรือสมาชิกในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย
  6. ความบาดเจ็บทางร่างกาย หรือเสียชีวิตและความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ที่เกิดขึ้นจากอาชีพหรือธุรกิจของผู้เอาประกันภัย หรือจากการใช้ลิฟท์ บันไดเลื่อน หรือยานพาหนะใด ๆ
ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจทำประกันภัยเจ้าบ้าน

     ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจการประกันภัยเจ้าบ้าน มีดังนี้

  1. ต้องสำรวจดูถึงสภาพความเสี่ยงภัย และความต้องการความคุ้มครอง ของเจ้าของอาคารที่อยู่อาศัยว่า ความจำเป็นต้องทำประกันภัยหลายอย่างในขณะเดียวกันหรือไม่ เช่น ต้องการความคุ้มครองจากอัคคีภัย จากโจรกรรม ทรัพย์สิน ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และการสูญเสียค่าเช่า เป็นต้น ถ้าหากผู้เอาประกันภัยได้ทำการประกันภัยแต่ละแบบ หรือมีกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับอยู่แล้ว การทำประกันภัยเจ้าบ้านฉบับเดียวโดยได้รับความคุ้มครอง ทั้งหมดจะเกิดความสะดวก และประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยได้มากกว่า
  2. ผู้ที่เป็นเจ้าของอาคารซึ่งมีรายได้หลักจากการให้เช่าอาคาร เช่น เจ้าของห้องชุดให้เช่า เจ้าของอพาร์ทเมนท์ เจ้าของหอพัก เป็นต้น จะได้ประโยชน์ เพราะโดยปกติมักจะมีการประกันอัคคีภัย การประกันภัยการสูญเสียค่าเช่าอยู่แล้ว และขอแนะนำให้ซื้อ การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพิ่มเติม ดังนั้น การซื้อการประกันภัยสำหรับเจ้าของบ้านกรมธรรม์เดียว จะให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงความคุ้มครองทุกส่วนที่ต้องการ
  3. ชาวต่างชาติที่มาทำงานอยู่ในประเทศไทยมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องการประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความรับผิดต่อบุคคลภายนอก นอกจากนี้ยังมีความต้องการความคุ้มครองถึงทรัพย์สินของคนใช้หรือผู้ติดตามด้วย ซึ่งกรมธรรม์สำหรับเจ้าบ้านบางแบบอาจจะมีการขยายความคุ้มครองถึงเสื้อผ้า และทรัพย์สินส่วนตัวของคนใช้ หรือผู้ติดตามของผู้เอาประกันภัย และที่อยู่ในบ้านของผู้เอาประกันภัย
  4. สำหรับบ้านอยู่อาศัยโดยทั่วไปจะมีความจำเป็นหรือไม่นั้น ควรพิจารณาถึงภัยที่คุ้มครองตามกรมธรรม์ว่า มีความจำเป็นหรือมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายมากน้อยขนาดไหน เพราะการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าของบ้านจะต้องซื้อภัยทั้งหมด ซึ่งอาจจะทำให้ผู้เอาประกันภัย จะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแพงกว่า การเลือกซื้อกรมธรรม์เฉพาะแบบที่ต้องการ
    ผู้เช่า ซึ่งเป็นผู้เช่าบ้าน ผู้เช่าคอนโดมิเนียม/ห้องชุด ผู้เช่าอพาร์ทเมนท์ เป็นต้น สามารถทำประกันภัย สำหรับเจ้าบ้านได้แต่จะได้รับความคุ้มครองเฉพาะส่วนของความสูญเสีย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของตน และความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น สำหรับตัวอาคารนั้น ผู้เช่าไม่สามารถนำไปทำประกันภัยได้ เนื่องจากไม่มีกรรมสิทธิ์หรือส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว


กรกฎาคม 14, 2561

การประกันภัยสำหรับเงิน

วันเสาร์, กรกฎาคม 14, 2561 0 Comments
การประกันภัยสำหรับเงิน คืออะไร?
     คือ การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองต่อความสูญเสียของเงิน ไม่ว่าเงินนั้นจะอยู่ภายในอาคารที่ทำการของผู้เอาประกันภัย ในตู้นิรภัย หรืออยู่ใน
ระหว่างการขนส่งจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง นอกจากนี้ ยังให้ความคุ้มครองต่อตัวตู้นิรภัย ห้องนิรภัย ตัวอาคาร หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งเกิด
จากการชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ การโจรกรรมเงินจากตู้นิรภัย ห้องนิรภัยและความเสียหายต่อเนื่องจากการจี้ปล้น

การประกันภัยสำหรับเงิน เหมาะกับใคร?
เจ้าของธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถาบันการเงิน ปั๊มน้ำมัน สำนักงานที่มีการรับ-ส่งเงิน เป็นต้น

ความคุ้มครองเบื้องต้น ครอบคลุมอะไรบ้าง?
    ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเงิน เพื่อชดเชยความสูญเสียของเงินได้ ดังนี้
1. การสูญเสียของเงินเพื่อจ่ายค่าจ้างและ/หรือเงินเดือน
• คุ้มครองความสูญเสียของเงินระหว่างการขนส่งสู่สถานที่เอาประกันภัยเพื่อจ่ายค่าจ้างและ/หรือเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย
• คุ้มครองความสูญเสียของเงินขณะที่อยู่ในสถานที่เอาประกันภัยจนกระทั่งจ่ายออกไปและอยู่นอกเวลาทำงาน ส่วนที่เหลือจากการจ่าย
ทั้งหมดต้องเก็บไว้ในตู้นิรภัยหรือห้องนิรภัยที่ปิดล็อคไว้เรียบร้อย
2. ความสูญเสียของเงินภายในสถานที่เอาประกันภัย คุ้มครองความสูญเสียของเงินที่อยู่ในสถานที่เอาประกันภัย และอยู่ในเวลาทำงาน
3. ความสูญเสียของเงินภายในตู้นิรภัยหรือห้องนิรภัย คุ้มครองความสูญเสียของเงินนอกเวลาทำงานขณะเก็บไว้ในตู้นิรภัย หรือห้องนิรภัย
ที่ปิดล็อคไว้เรียบร้อย
4. ความสูญเสียของเงินภายนอกสถานที่เอาประกันภัย คุ้มครองความสูญเสียของเงินขณะขนส่ง
5. ความเสียหายต่อตู้นิรภัยหรือห้องนิรภัย คุ้มครองความเสียหายต่อตู้นิรภัย ห้องนิรภัย ตัวอาคาร สถานที่เอาประกันภัย และทรัพย์สินอื่น ๆ 
จากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรกรรมเงินจากตู้นิรภัย ห้องนิรภัย หรือความพยายามกระทำการดังกล่าว

ภัยที่คุ้มครองแบ่งเป็น 3 แบบ ดังนี้
1. แบบ ปง.1 คุ้มครองเงินจากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือความพยายามกระทำการดังกล่าว
2. แบบ ปง.2 คุ้มครองเงินจากทุกสาเหตุที่มิได้ระบุไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย
3. แบบ ปง.3 คุ้มครองเงินจากทุกสาเหตุที่มิได้ระบุไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงการฉ้อโกง หรือยักยอกโดยพนักงานรับส่งเงิน หรือผู้รักษาทรัพย์


อัตราเบี้ยประกันภัย ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง?
  • ระยะเวลาของการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Indemnity Period)
  • จำนวนเงินเอาประกันภัย
  • ลักษณะของเงิน (เงินภายในสำนักงาน หรือเงินที่ต้องขนย้าย)


กรกฎาคม 11, 2561

การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ

วันพุธ, กรกฎาคม 11, 2561 0 Comments


การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ คืออะไร

การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ หรือ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชน จัดเป็นการประกันวินาศภัยประเภทหนึ่ง ซึ่งให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือความบาดเจ็บทางร่างกาย ตลอดจนกระทั่งการเสียชีวิตของบุคคลภายนอกซึ่งผู้เอาประกันภัยต้อง รับผิดชดใช้ตามกฎหมาย แต่ไม่ให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรง ต่อทรัพย์สิน หรือ ร่างกายของผู้เอาประกันภัย


ชนิดของการประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ

ชนิดของการประกันภัยประเภทความรับผิดต่อสาธารณะ แบ่งออกได้กว้าง ๆ คือ

  1. การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณชนส่วนบุคคล
  2. การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชน ของผู้ประกอบการ หรือนิติบุคคล

การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณชนส่วนบุคคล

     การประกันความรับผิดต่อสาธารณชนส่วนบุคคล ได้แก่


1. ความรับผิดของแพทย์ ศัลยแพทย์ และทันตแพทย์ต่อคนไข้ โดยการประกันภัยนี้ จะให้ความ

คุ้มครองแก่แพทย์ ศัลยแพทย์ และ ทันตแพทย์ ซึ่งรวมทั้งพยาบาล และผู้ช่วยแพทย์ ที่ทำตามคำสั่งแพทย์ในกรณีที่เกิดความเสียหายแก่คนไข้เนื่องมาจาก ความบกพร่องพลั้งพลาดในการรักษาพยาบาลไม่ว่าการปฏิบัติจะอยู่ต่อหน้า แพทย์หรือไม่ก็ตาม รวมถึงความเสียหายที่ทำให้คนไข้ต้องสูญเสียรายได้ด้วย




    ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากการกระทำของบุคคลเหล่านั้น ในขณะที่เมาสุราหรือติดยาเสพติด


2. ความรับผิดของเภสัชกรต่อผู้ซื้อยา (DRUGGIST’S LIABILITY) ให้ความคุ้มครองแก่เภสัชกรเมื่อผู้ซื้อยาได้รับความเสียหาย เนื่องจากรับประทานยาที่ผสมผิดส่วน หรือผู้ขายยาหยิบยาให้ผิดประเภท ไม่ว่าจะเกิดขึ้นทันทีหรือภายหลังจากใช้ยานั้น ติดต่อสืบเนื่องมาเป็นเวลานานก็ตามแต่ต้องเกิดขึ้นระหว่างสัญญามีผลใช้บังคับ





    ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหาย อันเนื่องมาจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ขายยา


3. ความรับผิดของโรงพยาบาลต่อคนไข้ (HOSPITAL LIABILITY) ให้ความคุ้มครองโรงพยาบาลในการดูแลรักษาคนไข้ รวมถึงการให้อาหารอันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของแพทย์ พยาบาล หรือคนงานประจำโรงพยาบาลหรือคลีนิค ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกโรงพยาบาลก็ตาม




    ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายเนื่องมาจาก การกระทำอันเป็นอาชญากรรม


4. ความรับผิดของจักษุแพทย์ต่อคนไข้ (OPTOMETRIST’S LIABILITY) ให้ความคุ้มครองความบกพร่อง ประมาทเลินเล่อ ในการปฏิบัติหน้าที่ของจักษุแพทย์ เท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำของลูกจ้าง





5. ความรับผิดของร้านเสริมสวยต่อลูกค้า (BEAUTY PARLOR LIABILITY) ให้ความคุ้มครองในความประมาทเลินเล่อของร้านเสริมสวย หรือความเสียหายบาดเจ็บที่เกิดแก่ลูกค้า ในการให้หรือบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ซื้อจากร้านเสริมสวย




    ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายเนื่องมาจาก การตบแต่งอันมิชอบด้วยกฎหมาย


6. ความรับผิดของผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีต่อผู้ว่าจ้าง (ACCOUNTANT LIABILITY) ให้ความ คุ้มครองในความประมาทเลินเล่อของผู้ทำบัญชี ในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ว่าจ้าง





    ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ผู้รับประกันจะไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของผู้ทำบัญชี หรือผู้สอบบัญชีที่ส่อเจตนาทุจริตหรือฉ้อโกง



การประกันภัยความรับผิดตามกฏหมายต่อสาธารณชนของผู้ประกอบการ หรือนิติบุคคล


    การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชนของ ผู้ประกอบการหรือนิติบุคคล ได้แก่


การประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของเจ้าของ ผู้ให้เช่า และ ผู้เช่าสถานที่ (OWNERS’LANDLORDS’ AND TENANTS’ LIABILITY) การประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก อันเนื่องจากการบำรุงรักษาและการดูแลสถานที่ ยังผลให้เกิดความสูญเสีย หรือเสียหายต่อทรัพย์สินและ / หรือความบาดเจ็บทางร่างกายการประกันภัยประเภทนี้ เหมาะสำหรับเจ้าของโรงงาน เจ้าของห้างสรรพสินค้า เจ้าของอาคารพาณิชยกรรม ผู้เช่าโรงงาน เป็นต้น 



การประกันความรับผิดของผู้ทำการผลิตและผู้รับเหมา (MANUFACTURERS’ AND CONTRACTORS’ LIABILITY INSURANCE) คือการประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก อันเกิดจากอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก เนื่องจากการปฏิบัติงานและยังผลให้ความสูญเสีย หรือเสียหายต่อทรัพย์สิน และ/หรือความบาดเจ็บทางร่างกาย การประกันภัยประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้รับเหมางานก่อสร้างต่าง ๆ เช่น งานก่อสร้างทางโครงการรถไฟฟ้า ผู้ประกอบการผลิต เป็นต้น


การประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (PRODUCT LIABILITY) หมายถึง การคุ้มครองผู้ผลิตสินค้าเมื่อมีการเสียหายเกิดขึ้นกับผู้บริโภคสินค้า


การประกันความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง (EMPLOYER’S LIABILITY) หมายถึง ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแก่ลูกจ้าง และลูกจ้างสามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้น จากความประมาทเลินเล่อของนายจ้าง การประกันภัยดังกล่าวจะให้ความคุ้มครอง แก่นายจ้าง


การประกันความรับผิดตามสัญญา (CONTRACTUAL LIABILITY) หมายถึง การให้ความคุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากสัญญา เช่น บริษัทที่ประกอบธุรกิจดูแล และบำรุงรักษาลิฟท์ ได้ทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง ขณะเดียวกันได้ขอทำประกันภัยความรับผิดอันเกิดจากสัญญาว่าจ้างบำรุงรักษาดูแลลิฟท์ ว่าถ้าเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้ลิฟท์ทั้งทางร่างกายและทรัพย์สิน ผู้ใช้ลิฟท์สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้


การประกันความรับผิดอย่างกว้างขวางของผู้ประกอบธุรกิจต่อบุคคลอื่น (COMPREHENSIVE GENERAL LIABILITY) การประกันประเภทนี้ให้ขอบเขตความคุ้มครองหลายประเภท ในสถานที่ประกอบการแห่งเดียว เช่น โรงแรม จะมีความรับผิดต่อผู้มาใช้บริการต่าง ๆ ในโรงแรม เช่น สระว่ายน้ำ บันไดเลื่อน ห้องอาหาร ห้องออกกำลังกาย สถานที่จอดรถ ทรัพย์สินในห้องพักเสียหาย เป็นต้น
หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน


 การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะมีหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้



  1. บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย นั่นหมายถึง บริษัทประกันภัยสามารถที่จะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน ให้แก่บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายได้โดยตรง แม้ว่าบริษัทประกันภัยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้เสียหาย
  2. สาเหตุที่เกิดความรับผิดซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอกนั้น จะต้องเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันและไม่ได้คาดคิดมาก่อน เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนา แต่เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัย
  3. บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย หรือบุคคลภายนอกเฉพาะจำนวนเงินที่ ผู้เอาประกันภัย จะต้องรับผิดตามกฎหมายเท่านั้น ถ้าเป็นความรับผิดอย่างอื่นที่ไม่มีกฎหมายรองรับ บริษัท ประกันภัยก็ไม่มีความผูกพันจะต้องจ่าย
  4. บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหาย หมายถึง บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่ไม่ใช่เป็นบุคคลใน ครอบครัว หรือบุคคลที่อยู่ด้วยกันกับผู้เอาประกันภัย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับกิจการของผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยขณะอยู่ในระหว่างทางการที่จ้าง หรือบุคคลผู้ซึ่งในขณะเกิดอุบัติเหตุอยู่ในระหว่างการปฏิบัติงาน ให้ผู้เอาประกันภัยภายใต้สัญญาว่าจ้างหรือการฝึกงาน
  5. บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ หรือเรียกว่า“จำนวนเงินจำกัดความรับผิด” (Limit of Liability)

กรณีที่บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

    ผู้รับประกันภัยอาจปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ หากความรับผิดนั้นเป็น



  1. ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อลูกจ้างภายใต้กฎหมายเรื่อง กองทุนทดแทน (Workmen Compensation) เช่น กรณีลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุในงานที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต กรมธรรม์ความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชนจะไม่คุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยต้องจัดทำการประกันภัยทดแทนแรงงานแยกต่างหาก
  2. ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยในฐานะที่เป็นนายจ้างจะต้องรับผิดต่อลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างต้องได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุในการทำงานให้แก่นายจ้าง ดังนั้น นายจ้างจะต้องจัดทำประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้างแยกต่างหาก
  3. ความรับผิดที่ผู้เอาประกันภัยยอมรับเอาเอง หมายถึง การที่ผู้เอาประกันภัยภัยทำสัญญาตกลงกับบุคคลอื่น ในการยอมรับผิดมากกว่าความรับผิดที่กฎหมายปกติกำหนดไว้ ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยไม่ได้ทำสัญญาดังกล่าว ความรับผิดนั้นจะไม่เกิดขึ้น เช่น การรับผิดด้วยความสงสาร เป็นต้น
  4. ความรับผิดในความเสียหายต่อทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
    • ความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเอง
    • ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่ผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย
    • ครอบครองหรือเช่าอยู่ หรือกำลังใช้อยู่
    • ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่อยู่ในการครอบครอง ดูแลหรือควบคุมโดยผู้เอาประกันภัยหรือลูกจ้าง หรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัย ทรัพย์สินที่อยู่ในการครอบครอง ดูแล และควบคุมของผู้เอาประกันภัยนี้ถือเสมือนเป็นทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเอง
    • ความเสียหายต่อตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจเกิดจากการชำรุดของส่วนใดส่วนหนึ่ง ของตัวผลิตภัณฑ์นั่นเอง (การประกันภัยค้ำประกันผลิตภัณฑ์จะให้ความคุ้มครองความเสียหายดังกล่าว)
    • ความเสียหายต่องานที่ได้ทำไปแล้ว ซึ่งทำโดยหรือทำในนามของผู้เอาประกันภัย
    • ความเสียหายที่เกิดแก่สถานที่หรืออาคารที่ผู้เอาประกันภัยได้จำหน่ายขาย หรือโอนให้บุคคลอื่นไปแล้ว
  5. ความรับผิดอันเนื่องมาจากยวดยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องยนต์
  6. ความรับผิดเนื่องจากภัยที่ให้ผลหายนะอย่างใหญ่หลวง ได้แก่ ภัยสงคราม ภัยเนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น และ
  7. ความรับผิดเนื่องจากมลภาวะ (POLLUTION)
การบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (Personal Injury)

    การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะนั้น นอกจากจะให้ความคุ้มครองต่อการเสียชีวิต และความบาดเจ็บทางร่างกายของบุคคลภายนอกแล้ว ผู้เอาประกันภัยอาจขอให้บริษัทขยายการคุ้มครอง รวมถึงการเสียหายต่อสิทธิส่วนตัวอย่างอื่นด้วย ซึ่งเรียกว่า “การบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล” (Personal Injury) ซึ่งหมายถึง ความรับผิดอันเนื่องจากการบาดเจ็บทางร่างกาย และความรับผิดเนื่องจากเหตุอื่น ๆ ด้วย เช่น จากการหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะกระทำโดยวาจา หรือโดยลายลักษณ์อักษร การทำให้ผู้อื่นสูญเสียอิสรภาพ หรือสิทธิส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับร่างกายโดยตรง


ประโยชน์ของการประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ


การทำประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะมีประโยชน์ดังนี้


สำหรับเจ้าของอาคาร ได้รับการบรรเทาความเสียหายด้านการเงิน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น และส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายทั้งต่อร่างกายและทรัพย์สิน โดยความเสียหายนั้นอยู่ในความรับ

ผิดชอบของเจ้าของอาคาร เจ้าของอาคารก็จะได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัย
สำหรับผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ทางด้านการเงินของผู้ประสบภัยและ/หรือทายาทของผู้ประสบภัย

สำหรับสังคมโดยรวม การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นการให้ความคุ้มครอง ทางการเงินของบุคคลหรือนิติบุคคลจากการทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ดังนั้นการประกันภัยดังกล่าวนี้ จึงถือเป็นหลักประกันที่ดีต่อสังคม ซึ่งจะยังประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ

สำหรับต่อเศรษฐกิจ ทำให้การดำเนินการทางธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีความมั่นคง เนื่องจากผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจได้โอนความเสี่ยงภัยไปให้กับบริษัทประกันภัย ดังนั้นเมื่อเกิดความรับผิดต่อบุคคลภายนอกขึ้น บริษัทประกันภัยก็จะเข้ามารับชดใช้ ทำให้ธุรกิจไม่ต้องหยุดชะงักลง ก่อให้เกิด
ผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

การประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล

วันพุธ, กรกฎาคม 11, 2561 0 Comments
การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ความหมาย การประกันความเสียหายแก่เรือและทรัพย์สินหรือสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งทางทะเล และยังขยายของเขตความคุ้มครองไปถึงการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางบก ซึ่งต่อเนื่องกับการขนส่งทางทะเลด้วย

ประเภทของการประกันภัยทางทะเล 
1. การประกันภัยตัวเรือ (Hull Insurance) : คุ้มครองความเสียหายต่อตัวเรือจากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น ภัยจากลมพายุ, เรือเกยตื้น, เรือชนกัน, เรือชนหินโสโครก เป็นต้น และยังหมายความรวมไปถึงการประกันค่าระวางด้วย
2. การประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance) : คุ้มครองสินค้าที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในระหว่างการขนส่งทางทะเล ภัยที่ได้รับการคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยเลือกซื้อความคุ้มครองไว้
บุคคลผู้มีสิทธิหรือมีส่วนได้ส่วนเสียที่อาจจะเอาประกันภัยทางทะเลได้ 
ผู้ที่จะเอาประกันภัยได้ต้องมีส่วนได้ส่วนเสียในเหตุที่เอาประกันภัย เช่น เจ้าของเรือ, เจ้าของสินค้าหรือผู้รับขนส่ง เป็นต้น ใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าขณะเกิดความเสียหาย ผู้นั้นย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับตนเองได้
ภัยที่คุ้มครองและเงื่อนไขความคุ้มครองในกรมธรรม์ 
1. ภัยทางทะเล (Peril of the sea) เช่น ภัยจากพายุ, มรสุม, เรือจม, เรือชนกัน และเรือเกยตื้น 
2. อัคคีภัย (Fire) ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากไฟไหม้ แต่ต้องไม่เกิดจากความประพฤติผิดของผู้เอาประกันภัยเอง หรือเกิดจากการลุกไหม้ขึ้นมาเองของสินค้าอันเนื่องมาจากธรรมชาติ 
3. การทิ้งทะเล(Jettisons) หมายถึง การเอาของทิ้งทะเลเพื่อให้เรือเบาลง 
4. โจรกรรม (Thieves) หมายถึง การโจรกรรมอย่างรุนแรงโดยการใช้กำลังเพื่อช่วงชิงทรัพย์ 
5. การกระทำโดยทุจริตของคนเรือ(Barbary) หมายถึง การกระทำโดยมิชอบของคนเรือโดยเจตนากลั่นแกล้งทุจริต ตั้งแต่นายเรือจนกระทั่งถึงลูกเรือในอันที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและการกระทำนั้นต้องปราศจากการรู้เห็นเป็นใจ ของเจ้าของทรัพย์

การเลือกซื้อความคุ้มครอง
จะมี 3 แบบให้เลือกโดยแต่ละแบบจะให้ความคุ้มครองไม่เท่ากัน
1. F.P.A. (Free from Particular Average) แปลว่า การประกันตามเงื่อนไขนี้ให้ความคุ้มครองแคบที่สุด 
กล่าวคือ บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะเมื่อสินค้าเสียหายโดยสิ้นเชิง (Total Loss) เท่านั้น ถ้าสินค้านั้นได้รับความเสียหายแต่เพียงบางส่วน (Partial Loss) จะไม่ได้รับการชดใช้
2. W.A. (With Average) แปลว่า การประกันภัยตามเงื่อนไขนี้ให้ความคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง และความเสียหายบางส่วนด้วย แต่ความเสียหายบางส่วนนี้จะต้องไม่ต่ำกว่า 3% ของข้อมูลค่าทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
3. All Risks เป็นเงื่อนไขความคุ้มครองที่กว้างที่สุด คือ ให้ความคุ้มครองทั้งความเสียหายบางส่วน และสิ้นเชิงโดยไม่จำกัดเปอร์เซ็นต์ความสูญเสีย

เงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครองในการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 
ในตลาดการประกันภัยทางทะเลและขนส่งประเทศไทย เงื่อนไขความคุ้มครองที่ผู้รับประกันภัยส่วนใหญ่ จัดให้แก่ผู้เอาประกันภัย มักจะยึดถือตามเงื่อนไขความคุ้มครองที่ใช้กันในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเงื่อนไขความคุ้มครองที่จัดทำขึ้นโดย กลุ่มผู้รับประกันภัย อันได้แก่ 
The Institute of London Underwriters, the Liverpool Underwriters Association
และ Lloyds Underwriters Association
เงื่อนไขความคุ้มครองที่จัดทำโดยกลุ่มผู้รับประกันภัยดังกล่าวข้างต้น จะขึ้นด้วยคำว่า ‘Institute’ ซึ่งเป็นที่รู้จักแลยอมรับกันดีทั่วไป ในวงการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ธนาคาร หรือ ตัวแทนในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนในการประกันภัย ขนส่งสินค้าทางทะเลโดยทั่วไป มีชุดเงื่อนไขความคุ้มครอง 3 ชุด ที่เป็นที่นิยมกัน ซึ่งได้กำหนดขอบเขตความเสี่ยงภัยที่คุ้มครอง ลดหลั่นลงไปตามลำดับ ดังนี้
1. The Institute Cargo Clauses ‘A’
2. The Institute Cargo Clauses ‘B’
3. The Institute Cargo Clauses ‘C’

กรกฎาคม 04, 2561

บิทคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร

วันพุธ, กรกฎาคม 04, 2561 0 Comments


บิทคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นผู้คิดค้น เล่นบิทคอยน์รวยจริงหรือ ทำไมถึงมีความสำคัญกับระบบการเงินโลก เรามาเริ่มทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กัน


เป็นเรื่องที่กระแสความสนใจมาแรงมากในขณะนี้กับสกุลเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “บิทคอยน์ (Bitcoin)” หลังจากมีการพูดถึงกันเป็นวงกว้างว่า บิทคอยน์อาจจะเปลี่ยนระบบการเงินของโลกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต้องบอกก่อนว่าบิทคอยน์ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2552 หรือเกือบ 8 ปีมาแล้ว


โดยบิทคอยน์เริ่มมาเป็นกระแสในเมืองไทย เนื่องจากมีกลุ่มแฮกเกอร์ได้ปล่อยไวรัสเรียกค่าไถ่ "WannaCry" ซึ่งได้เรียกเก็บเงินกับผู้ที่ติดไวรัสเป็นสกุลเงินบิทคอยน์ ทำให้สกุลเงินนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก จนเมื่อเดือนธันวาคม 2560 มูลค่าบิทคอยน์พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่าบิทคอยน์คืออะไร มาจากไหน ใครเป็นผู้คิดค้น และมีความสำคัญยังไง มาดูคำตอบกัน

                                                             



บิทคอยน์ (Bitcoin) คือะไร ? 

บิทคอยน์ (Bitcoin) คือ สกุลเงินสมมติที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยไม่ขึ้นกับสกุลเงินใด ๆ ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญทั่วไป โดยบิทคอยน์มีหน่วยเงินตราเป็น BTC เหมือน ๆ กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้หน่วยเงินตราเป็น USD สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นที่ใช้ JPY หรือสกุลเงินบาทไทยที่ใช้เป็น THB นั่นเอง ซึ่งบิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้ากันจริง ๆ ในโลกออนไลน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งนี้ บิทคอยน์ถือว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) สกุลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสกลุเงินอื่น ๆ อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา อาทิ สกุลเงิน Ethereum ที่ใช้ตัวย่อว่า ETH, สกุลเงิน Ripple ที่ใช้ตัวย่อว่า XRP และสกุลเงิน Litecoin ที่ใช้ตัวย่อว่า LTC แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันบิทคอยน์ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด

บิทคอยน์ (Bitcoin) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

บิทคอยน์เกิดจากแนวคิดที่ว่ามีคนต้องการระบบเงินใหม่ที่ไม่ถูกตรวจสอบขึ้นมา จากเดิมที่มีระบบธนาคารกลางเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รวมถึงมูลค่าของเงิน ทำให้ธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของธนาคารกลางนั้นเอง แต่กระบวนการเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจบรรดาธุรกิจใต้ดิน เพราะต้องระบุตัวตน เวลาโอนเงินก็ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย


ดังนั้น จึงมีหลาย ๆ คนพยามจะสร้างสกุลเงินใหม่ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง และเป็นที่ยอมรับใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้สร้างระบบที่เรียกว่า “Blockchain” ออกมา ซึ่งเป็นระบบเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อและเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล จากการปั๊มเงินออกมาเรื่อย ๆ ได้ตามใจชอบ โดยนำระบบการทำงานของอัลกอริทึมมาใช้ แล้วกำหนดปริมาณเงินในระบบไว้ไม่ให้เกิน 21 ล้านหน่วย ทำให้บิทคอยน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากมีระบบป้องกันเงินเฟ้อนั่นเอง

บิทคอยน์ (Bitcoin) ขุดยังไง เล่นแล้ว รวยจริงหรือ ?

หลังจากที่บิทคอยน์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีหลายคนเริ่มเห็นโอกาสในการทำกำไร ซึ่งก็มีคนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกับบิทคอยน์ไปไม่น้อยเลยทีเดียว โดยการลงทุนในบิทคอยน์นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลัก ๆ ดังนี้


1. การขุด (Mining)

อย่างที่บอกไปข้างต้น คือ บิทคอยน์ถูกดูแลภายใต้ระบบ Blockchain ที่ทำงานโดยอัลกอริทึม ”การขุดคอยน์” อธิบายง่าย ๆ ก็คล้าย ๆ กับการที่เราเข้าไปขุดทองในเหมือง แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบมาทำในระบบคอมพิวเตอร์แทน โดยจะต้องนำคอมพิวเตอร์ของเราไปเป็นเซิร์ฟเวอร์ให้ระบบบิทคอยน์ใช้ในการเก็บธุรกรรมต่าง ๆ จึงจะได้รับค่าตอบแทนคือเงินบิทคอยน์ แต่การจะได้ค่าตอบแทนนั้นจะต้องแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ให้ได้ ซึ่งต้องแข่งกับคนอื่น ถ้าทำสำเร็จเราก็จะเป็นเจ้าของบิทคอยน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการขุดนั่นเอง

สำหรับความยากง่ายของการขุด ขึ้นอยู่กับจำนวนบิทคอยน์ที่เหลืออยู่ในระบบที่ถูกกำหนดสูงสุดไว้ที่ 21 ล้านหน่วย เพราะฉะนั้นยิ่งจำนวนบิทคอยน์เหลือน้อย การแก้สมการก็ยิ่งยากมากขึ้น รวมถึงความแรงของการประมวลผลคอมพิวเตอร์เราด้วยที่ต้องมากขึ้นตามความยากของการขุด ทำให้เราเห็นข่าวเรื่องที่คนหันมาซื้อการ์ดจอแรง ๆ เพื่อมาแข่งกันขุดบิทคอยน์นั่นเอง คอมพิวเตอร์ของใครแรงกว่าก็จะมีโอกาสแก้สมการได้เร็วกว่า ส่วนจำนวนเงินที่ได้จากการขุดถูกกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งช่วงแรกจะได้ครั้งละ 50 BTC โดยจำนวนเงินที่ได้จะค่อย ๆ ลดลงทุก 4 ปี ทำให้ตอนนี้เหลือแค่ครั้งละ 25 BTC เท่านั้น

ขณะที่ปัจจุบันจำนวนบิทคอยน์ที่เหลืออยู่ในระบบมีไม่ถึง 5 ล้าน BTC แล้ว แต่จำนวนคนที่เข้ามาขุดกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น โอกาสรวยจากการขุดหาบิทคอยน์จึงยากมากขึ้น เนื่องจากต้องลงทุนซื้อการ์ดจอราคาแพง





2. เทรดด้วยสกุลเงินอื่น

หากใครที่ไม่มีคอมพิวเตอร์แรง ๆ ไปขุดบิทคอยน์ เราสามารถนำเงินสกุลอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับไปแลกเพื่อเก็งกำไรมูลค่าของบิทคอยน์ได้จากนักขุด โดยมีร้านรับแลกแบบออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ที่ทำหน้าที่เสมือนธนาคาร ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นกับกลไกลการตลาดกำหนด คือ ช่วงเวลาไหนที่ได้รับความนิยมสูง มูลค่าของบิทคอยน์ก็จะสูงขึ้นตาม

1 บิทคอยน์ เท่ากับกี่บาท ?

มูลค่าของบิทคอยน์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนสกุลเงินอื่น ๆ ตามกลไกตลาด หรือที่เราเรียกว่าหลัก Demand Supply คือช่วงไหนที่ความต้องการบิทคอยน์ มีมากกว่าปริมาณบิทคอยน์ที่มีในระบบ ก็จะส่งผลให้มูลค่าบิทคอยน์เพิ่มขึ้น เช่น ในช่วงที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ด้วยเงินบิทคอยน์ กลับกันหากบิทคอยน์ในระบบมีมากเกินความต้องก็จะทำให้มูลค่าลดลง

โดยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 บิทคอยน์ได้สร้างสถิติสูงสุดใหม่ คือ มีมูลค่าทะลุไปถึง 18,000 USD ต่อ 1 BTC หรือกว่า 580,000 บาทเลยทีเดียว จากการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน แม้จะมีกระแสคำเตือนต่าง ๆ จากนักวิเคราะห์ว่าอาจเกิด "ภาวะฟองสบู่" กับตลาดบิทคอยน์ ทั้งนี้ ปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2560) 1 BTC มีค่าเท่ากับ 17,200 USD หรือคิดเป็นเงินประมาณ 560,000 บาท

ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิทคอยน์ ถูกกำหนดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 ไว้ที่ 1 BTC เท่ากับ 0.000764 USD กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2553 บิทคอยน์สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็วเป็น 1 BTC เท่ากับ 0.50 USD และปรับเพิ่มขึ้นอย่างอย่างมหาศาลจนถึงปัจจุบัน

บิทคอยน์ (Bitcoin) ผิดกฎหมายไหม เป็นที่ยอมรับหรือยัง ?

แม้ว่าตอนนี้ความนิยมในสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์จะสูงขึ้นมาก แต่ธนาคารแห่งประเทศก็ยังไม่มีกฎหมายอะไรออกมารองรับการลงทุน หรือซื้อ-ขายสกุลเงินชนิดนี้ และยืนยันว่าบิทคอยน์ ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ส่วนเรื่องที่จะทำให้บิทคอยน์ถูกกฎหมายนั้น ก็ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อดีข้อเสียเท่านั้น เพราะยังมีความเสี่ยงและความผันผวนอยู่มาก รวมถึงกระทรวงการคลังเอง ก็ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า ให้ประชาชนระมัดระวังการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลให้ดี เพราะถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา จะไม่ได้รับการดูแล

ด้านธนาคาร สถาบันการเงินต่าง ๆ ในไทย ขณะนี้ก็ยังไม่มีสถาบันการเงินแห่งไหน เปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อ-ขายสกุลเงินดิจิทัลได้อย่างถูกกฎหมาย จะมีก็แต่การเข้าไปศึกษาเพื่อนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินเท่านั้น เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ร่วมกับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น นำเทคโนโลยี Blockchain มาให้บริการโอนเงินข้ามประเทศสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยอมรับบิทคอยน์อย่างถูกกฎหมาย อาทิ ประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่ยอมรับการชำระสินค้าเป็นเงินสกุลบิทคอยน์ เช่น Dell, Expedia, Greenpeace และ Wikipedia











กรกฎาคม 03, 2561

ทำไมหอพัก? ต้องทำประกันภัย

วันอังคาร, กรกฎาคม 03, 2561 0 Comments


ทำไมหอพัก ต้องทำประกันภัย
เนื่องจากพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.2558  มาตรา 57 กำหนดหน้าที่ ผู้ประกอบกิจการหอพักต้องจัดให้มีการประกันภัยเพื่อคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้พัก ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพักเรื่อง หลักเกณฑ์การจัดให้มีการประกันภัยเพื่อคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้พัก


ใคร มีหน้าที่ต้องทำประกันภัย
 ผู้ประกอบกิจการหอพัก ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 ไม่ว่าจะเป็นหอพักในสถานศึกษา หรือ หอพักเอกชน
ความคุ้มครอง/เบี้ยประกันภัย
คุ้มครองการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ค่ารักษาพยาบาล ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้พักอันเป็นผลมาจากหอพักเกิดไฟไหม้ ระเบิด หรือผู้พัก ถูกฆาตรกรรม การถูกทำร้ายร่างกายโดยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในขณะพักในหอพัก ดังนี้

ความคุ้มครอง
จำนวนเงิน
เอาประกันภัย (บาทต่อคน)
เบี้ยประกันภัย
(บาทต่อคน)
1. การเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
อันเป็นผลมาจากหอพักเกิดไฟไหม้ หรือระเบิด
หรือผู้พักถูกฆาตรกรรม หรือถูกทำร้ายร่างกาย
โดยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นใจขณะพักในหอพัก
100,000 บาท
4 บาท
2. ค่ารักษาพยาบาลของผู้พัก
อันเป็นผลมาจากภัยที่ได้รับความคุ้มครองตามข้อ 1.
ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
11 บาท
3. คุ้มครองทรัพย์สินส่วนตัวของผู้พัก
อันเป็นผลมาจากหอพักเกิดไฟไหม้หรือระเบิด
ตามมูลค่าความเสียหาย
ที่เกิดขึ้นจริง
      แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
9 บาท
เบี้ยประกันภัยรวม
24 บาทต่อคนต่อปี


ผู้ที่ได้รับความคุ้มครอง  
กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้พักในหอพักตามทะเบียนผู้พัก ณ สถานที่เอาประกันภัยและรวมถึงผู้พักที่ขณะเริ่มเข้าพัก มีคุณสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีและอายุไม่เกิน 25 ปี และยังคงพักอยู่ในสถานที่เอาประกันภัย

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน  
บริษัทจะจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิภายใน 15 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับหลักฐานแสดงความสูญเสียหรือความเสียหายครบถ้วนถูกต้องแล้ว โดยผู้มีสิทธิต้องนำส่งเอกสารหรือหลักฐานให้แก่บริษัทภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหายดังนี้
  1. กรณีเสียชีวิต
    • ใบมรณบัตร
    • สำเนารายงานชันสูตรพลิกศพ
    • สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ (ถ้ามี)
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านประทับ "ตาย" ของผู้ได้รับความคุ้มครอง (ถ้ามี)
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านผู้รับผลประโยชน์
    • ทะเบียนผู้พัก ณ สถานที่เอาประกันภัย (ถ้ามี)
  2. กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
    • ใบรายงานแพทย์ที่ยืนยันการทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
    • สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ (ถ้ามี)
    • ทะเบียนผู้พัก ณ สถานที่เอาประกันภัย (ถ้ามี)
  3. กรณีค่ารักษาพยาบาล
    • ใบรายงานแพทย์ที่ระบุอาการสำคัญ ผลการวินิจฉัยและการรักษา
    • ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับที่แสดงรายการค่าใช้จ่าย
    • ทะเบียนผู้พัก ณ สถานที่เอาประกันภัย (ถ้ามี)
  4. กรณีทรัพย์สินส่วนตัวของผู้พัก
    • สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ (ถ้ามี)
    • รายการทรัพย์สินของผู้ได้รับความคุ้มครองที่ได้รับความเสียหายและมู,ค่าความเสียหายเท่าที่จะระบุได้
ข้อยกเว้นความคุ้มครอง
  1. การบาดเจ็บ การสูญเสีย หรือความเสียหายอันเกิดจากหรือสืบเนื่องจาก
    • การฆ่าตัวตาย การพยายามฆ่าตัวตาย การทำร้ายร่างกายตนเอง
    • ขณะผู้พักเข้าร่วมทะเลาะวิวาทหรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท
  2. ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้พักดังนี้
    • (เว้นแต่ระบุไว้ชัดเจนในกรมธรรม์ประกันภัย)
    • เงินแท่ง หรือเงินรูปพรรณ หรือทองคำแท่ง หรือทองรูปพรรณ หรืออัญมณี
    • โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ
    • ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสาร แบบแปลน แผนผัง ภาพเขียนรูปออกแบบ ลวดลาย แบบหรือแบบพิมพ์หรือแม่พิมพ์
    • หลักประกันหนี้สิน หลักทรัพย์ เอกสารสำคัญต่างๆ ไปรษณียากร อากร แสตมป์ เงินตรา ธนบัตร เช็ค บัตรเติมเงินโทรศัพท์ บัตรเครดิต หรือเอกสารทางธุรกิจ
    • วัตถุระเบิด
    • ยานพาหนะทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยานพาหนะทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ
  3. ข้อยกเว้นทั่วไป
    • สงคราม การรุกราน การกระทำที่มุ่งร้ายของศัตรูต่างชาติหรือการกระทำที่มุ่งร้ายคล้ายสงคราม ไม่ว่าจะได้มีการประกันสงครามหรือไม่ก็ตาม หรือสงครามกลางเมือง การแข็งข้อ การกบฎ การจลาจล การนัดหยุดงาน การก่อความวุ่นวาย การปฎิวัติ รัฐประหาร การประกาศกฎอัยการศึก หรือเหตุการณ์ใดๆ ซึ่งจะเป็นเหตุให้มีการประกาศหรือคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึก
    • การก่อการร้าย
    • การแผ่รังสี หรือการแพร่กัมมันตภาพรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ หรือจากการนิวเคลียร์ใดๆ อันเนื่องมาจากการเผาไหม้ของเช่ื้อเพลิงนิวเคลียร์ และจากกรรมวิธีใดๆ แห่งการแตกแยกตัวทางนิวเคลียร์ซึ่งดำเนินติดต่อไปด้วยตัวเอง
    • การระเบิดของกัมมันตภาพรังสี หรือส่วนประกอบของนิวเคลียร์ หรือวัตถุอันตรายอื่นใดที่อาจเกิดการระเบิดในกระบวนการนิวเคลียร์ได้